ประมวลกฎหมายอาญา
บทบัญญัติทั่วไป
บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป
บทนิยาม
มาตรา | ๑
|
มาตรา
๑ ย้อนกลับ
ในประมวลกฎหมายนี้
(๑)
โดยทุจริต หมายความว่า
เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(๒)
ทางสาธารณ หมายความว่า
ทางบกหรือทางน้ำสำหรับประชาชนใช้ในการจราจร
และให้หมายความรวมถึงทางรถไฟและทางรถรางที่มีรถเดิน สำหรับประชาชนโดยสารด้วย
(๓)
สาธารณสถาน หมายความว่า สถานที่ใดๆ
ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้
(๔)
เคหสถาน หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง หรือแพ
ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย
จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม
(๕)
อาวุธ หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ
แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ
(๖)
ใช้กำลังประทุษร้าย หมายความว่า
ทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล
ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการกระทำใดๆ
ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้
ไม่ว่าจะโดยใช้ยาทำให้มึนเมา สะกดจิต หรือใช้วิธีอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน
(๗)
เอกสาร หมายความว่า
กระดาษหรือวัสดุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยอักษร ตัวเลข ผัง
หรือแผนแบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์
ถ่ายหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น
(๘)
เอกสารราชการ หมายความว่า
เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่
และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสสารนั้นๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย
(๙)
เอกสารสิทธิ หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ
เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ
(๑๐)
ลายมือชื่อ
หมายความรวมถึงลายพิมพ์นิ้วมือและเครื่องหมายซึ่งบุคคลลงไว้แทนลายมือชื่อของตน
(๑๑)
กลางคืน หมายความว่า เวลาระหว่าพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น
(๑๒)
คุมขัง หมายความว่า คุมตัว ควบคุม ขัง กักขัง หรือจำคุก
(๑๓)
ค่าไถ่ หมายความว่า ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เรียกเอา
หรือให้เพื่อแลกเปลี่ยนเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป
ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขัง
(๑๔
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หมายความว่า
(ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม
โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน
ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสงหรือวิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร
ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร หรือสัญลักษณ์อื่นใด
ทั้งที่สามารถมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
(ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี
หมายเลขชุดทางอีเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือทางตัวเลขใดๆ
ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมิได้มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้
แต่มีวิธีการใช้ในทำนองเดียวกับ (ก) หรือ
(ค)
สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสำพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคลผู้เป็นเจ้าของ
การใช้กฎหมายอาญา
มาตรา | ๒
| ๓ | ๔ |
๕ | ๖ | ๗ |
มาตรา ๒ ย้อนกลับ
บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป
ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว
ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น
ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง
มาตรา ๓ ย้อนกลับ
ถ้ากฎหมายที่ใช้ในการกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด
ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว
แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้
(๑)
ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่
และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น
ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอ
ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
ในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้ถ้าปรากฏว่า ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้ว
เมื่อได้คำนึงถึงโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง หากเห็นเป็นการสมควรศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้
หรือถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ
ศาลจะปล่อยผู้กระทำความผิดไปก็ได้
(๒)
ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำความผิดและตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิต
ให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด
และให้ถือว่าทาประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
มาตรา ๔ ย้อนกลับ
ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร ต้องรับโทษตามกฎหมาย
การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย
ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด ให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร
มาตรา ๕ ย้อนกลับ
ความผิดใดที่กระทำแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักรก็ดี
ผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิดในราชอาณาจักร
หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ
ผลที่เกิดขึ้นนั้นควรเกิดในราชอาณาจักรหรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดในราชอาณาจักรก็ดี
ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร
ในกรณีการตระเตรียมการ
หรือพยายามกระทำการใดซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แม้การกระทำนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร ถ้าหากการกระทำนั้นจะได้กระทำตลอดไปจนถึงขั้นความผิดสำเร็จ
ผลจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่า
การตระเตรียมการหรือพยายามกระทำความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร
มาตรา ๖ ย้อนกลับ
ความผิดใดที่กระทำในราชอาณาจักร
หรือที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร แม้การกระทำของผู้เป็นตัวการต้วยกัน ของผู้สนันสนุน
หรือของผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร
ก็ให้ถือว่าตัวการผู้สนับสนุนหรือผู้ใช้ให้กระทำได้กระทำในราชอาณาจักร
มาตรา ๗ ย้อนกลับ
ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ
(๑)
ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา
๑๒๙
(๑/๑)
(๒)
ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและแปลง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ ถึงมาตรา ๒๔๙ มาตรา
๒๕๔ มาตรา ๒๕๖ มาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๖๖ (๓) และ (๔)
โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย
ส่วนที่ ๑
โทษ
มาตรา ๑๘ ย้อนกลับ
โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
(๑) ประหารชีวิต
(๑) จำคุก
(๒) กักขัง
(๓) ปรับ
(๔) ริบทรัพย์สิน
โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี
มาตรา ๓๒ ย้อนกลับ
ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด
ให้ริบเสียทั้งสิ้น
ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
มาตรา ๓๓ ย้อนกลับ
ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว
ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์ดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(๑) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้
หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
(๒) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด
เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
ความรับผิดในทางอาญา
มาตรา
๕๙ ย้อนกลับ
บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กรำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท
ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท
หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา
ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล
หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล
หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
มาตรา ๗๓ ย้อนกลับ
เด็กอายุไม่เกินเจ็ดปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ
ตัวการและผู้สนับสนุน
มาตรา ๘๓ ย้อนกลับ
ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดนการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ
ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา ๘๔ ย้อนกลับ
ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นการทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง
วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น
ผู้ใช้ต้องระวางโทษเสมือนเป็นตัวการ
ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ
ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด
ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา ๙๐ ย้อนกลับ เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำผิด
มาตรา ๙๑ ย้อนกลับ
เมื่อปรากฏว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ
ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว
โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน....
อายุความ
มาตรา | ๙๕ |
มาตรา ๙๕ ย้อนกลับ
ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้
นับแต่วันที่กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
(๑) ยี่สิบปี
(๒) สิบห้าปี
(๓) สิบปี
(๔) ห้าปี
สำหรับวามผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี
(๕)
หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมา
หรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
ความผิด
ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
มาตรา | ๑๓๖ | ๑๓๘ | ๑๓๙ | ๑๔๐ | ๑๔๑ | ๑๔๒ | ๑๔๓ | ๑๔๔ | ๑๔๕ |
มาตรา ๑๓๖ ย้อนกลับ
ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกนสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๓๘ ย้อนกลับ
ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติตามหน้าที่
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น
ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๓๙ ย้อนกลับ
ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่
หรือให้ละเว้นปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย
หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี
หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔๐ ย้อนกลับ
ถ้าความผิดตามมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง หรือมาตรา ๑๓๙ ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ
หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร
ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด
ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
มาตรา ๑๔๑ ย้อนกลับ ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย
ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรืหมายไว้ที่สิ่งใดๆ
ในการปฏิบัติตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด อายัดหรือรักษาสิ่งนั้นๆ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔๒ ย้อนกลับ
ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย
หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด
รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน
หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง
หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔๓ ย้อนกลับ ผู้ใดเรียก
รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย
หรือโดยอิทธิพลของตนให้กรทำการ
หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔๔ ย้อนกลับ
ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล
เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔๕ ย้อนกลับ
ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว
ยังฝ่าฝืนกระทำการใดๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น
ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน
ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
มาตรา | ๑๔๗ | ๑๔๘ | ๑๔๙ | ๑๕๐ | ๑๕๑ | ๑๕๒ | ๑๕๓ | ๑๕๔ | ๑๕๕ | ๑๕๖ |
| ๑๕๗ | ๑๕๘ | ๑๕๙ | ๑๖๐ | ๑๖๑ | ๑๖๒ | ๑๖๔ | ๑๖๕ | ๑๖๖ |
มาตรา ๑๔๗ ย้อนกลับ
ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด
เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๑๔๘ ย้อนกลับ
ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต
มาตรา ๑๔๙ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ
หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดมิชอบ
เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต
มาตรา ๑๕๐ ย้อนกลับ
ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สิหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก
รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๑๕๑ ย้อนกลับ
ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ
ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล
สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี
หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๑๕๒ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
มาตรา ๑๕๓ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่จ่ายทรัพย์
จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
มาตรา ๑๕๔ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่หรือแสดงว่าตนมีน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม
หรือเงินอื่นใด โดนทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร
ค่าธรรมเนียมหรือเงินนั้น
หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๑๕๕ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่กำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้าใดๆ
เพื่อเรียกเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย
โดยทุจริตกำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้านั้น เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรืค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๑๕๖ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีตามกฎหมาย โดยทุจริต แนะนำ
หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้มีการละเว้นการลงรายการในบัญชี
ลงรายการเท็จในบัญชี แก้ไขบัญชี หรือซ่อนเร้น
หรือทำหลักฐานในการลงบัญชีอันจะเป็นผลให้การเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย
หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี
หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา ๑๕๗ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๕๘ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย
ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์
ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการเช่นนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
มาตรา ๑๕๙ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ดูแล
รักษาทรัพย์ หรือเอกสารใด กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยถอน ทำให้เสียหาย
ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือโดยยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น
ซึงตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่ทรัพย์หรือเอกสารนั้นในการปฏิบัติการตามหน้าที่
เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรือรักษาสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๖๐ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่รักษาหรือใช้ดวงตราหรือรอยตราของราชการหรือของผู้อื่น
กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้น
หรือโดยยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๖๑ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร
กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี
และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๑๖๒
ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร
กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่
(๑)
รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ
(๒)
รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้ซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง
(๓)
ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้น
(๔)
รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสานั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี
และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
มาตรา ๑๖๔ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำด้วยประการใดๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๖๕ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๖๖ ย้อนกลับ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
ละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใดๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย
โดยร่วมกระทำการเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดนั้นได้กระทำลงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน
เพื่อบังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี
และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม
ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
มาตรา ๑๖๗ ย้อนกลับ ผู้ใดให้
ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ
พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ
ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
มาตรา ๑๖๘ ย้อนกลับ
ผู้ใดขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน
ซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๖๙ ย้อนกลับ
ผู้ใดขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน ซึ่งให้ส่งหรือจัดการส่งทรัพย์หรือเอกสารใด
ให้สาบาน ให้ปฏิญาณ หรือให้ให้ถ้อยคำ ต้องระวางทาจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง
ความผิดเกี่ยวกับดวงตรา
แสตมป์และตั๋ว
มาตรา | ๒๕๑ | ๒๕๔ | ๒๕๕ | ๒๕๖ | ๒๕๗ | ๒๖๑ |
มาตรา ๒๕๑ ย้อนกลับ
ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง ขององค์การสาธารณ
หรือของเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหมื่นสี่พันบาท
มาตรา ๒๕๔ ย้อนกลับ ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งแสตมป์รัฐบาล
ซึ่งใช้สำหรับการไปรษณีย์ การภาษีอากรหรือการเก็บค่าธรรมเนียมหรือแปลงแสตมป์รัฐบาล
ซึ่งใช้ในการเช่นว่านั้นให้ผิดไปจากเดิมเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหมื่นสี่พันบาท
มาตรา ๒๕๕ ย้อนกลับ
ผู้ใดนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งดวงตราแผ่นดิน รอยตราแผ่นดิน พระปรมาภิไธย
ดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง ขององค์การสาธารณ หรือของเจ้าพนักงาน
หรือแสตมป์ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑ หรือมาตรา ๒๕๔
อันเป็นของปลอมหรือของแปลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
มาตรา ๒๕๖ ย้อนกลับ ผู้ใดลบ ถอนหรือกระทำด้วยประการใดๆ แก่แสตมป์รัฐบาลซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๕๔ และมีเครื่องหมายหรือกระทำอย่างใดแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว เพื่อให้ใช้ได้อีก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๕๗ ย้อนกลับ ผู้ใดใช้ ขาย เสนอขาย
แลกเปลี่ยนหรือเสนอแลกเปลี่ยนซึ่งแสตมป์อันเกิดจากการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๕๔
หรือมาตรา ๒๕๖ ไม่ว่าการกระทำหกตามมาตรานั้นๆ จะได้กระทำภายในหรือนอกราชอาณาจักร
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๖๑ ย้อนกลับ ผู้ใดทำเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงสิ่งใดๆ ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๕๔ มาตรา ๒๕๘ หรือมาตรา ๒๕๙ หรือมีเครื่องมือหรือวัตถุเข่นว่านั้นเพื่อใช้ในการปลอมหรือแปลง ต้องระวางทาจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ